แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ automobile แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ automobile แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2554

มารู้จักกับ TPMS (Tire Pressure Monitoring System)

ผมว่าคำนี้ค่อนข้างใหม่สำหรับเมืองไทย พูดไปไม่ค่อยมีใครรู้ แม้แต่พ่อค้าคลอมถม ซึ่งเป็นตลาดนัดของแต่งรถระดับไม้จิ้มฟันยันเรือรบ

TPMS พูดให้สั้นๆก็คือระบบวัดลมยางแบบ Realtime และออนไลน์!!



หลายคนคงนึกว่า เป็นอุปกรณ์สำหรับเซียนยาง บ้ายางรถยนต์.. เดี๋ยวก่อนครับ ผมไม่ได้บ้ายางรถยนต์ ไม่ได้สิงอยู่เว็บบอร์ดยางท่องรุ่นยางได้หมด และที่สำคัญ ผมก็ไม่ได้ประสาทอยากรู้ความดันลมยางตลอดเวลาขนาดนั้น TPMS มันไม่ได้ใช้งานแบบนั้นครับ


จริงๆแล้วระบบ TPMS ถือเป็นระบบความปลอดภัยในรถยนต์แบบหนึ่ง ลักษณะเดียวกับ ABS, เข็มขัดนิรภัย หรือ Airbag กันเลยทีเดียว ประเทศสหรัฐอเมริกา บังคับว่ารถยนต์ทุกคันที่จำหน่ายในประเทศ ตั้งแต่ปี 2007 จะต้องมีอุปกรณ์ตัวนี้ติดตั้งอยู่ EU กำหนดว่าจะใช้ในปี 2012

ประเด็นมันไม่ได้อยู่ที่เราอยากรู้แรงดันลมยาง แต่ไอ้ลมยางที่อ่อน อาจจะทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ และระบบนี้จะช่วยป้องกัน โดยเตือนเราก่อนเกิดเหตุนั่นเอง เช่น ถ้ายางร้อนตอนวิ่งด้วยความเร็วสูง ถ้าเรารู้ก่อน ก็ค่อยลดความเร็วลง จากหนักก็จะผ่อนเป็นเบาได้

เมืองไทยมีเห็นมีระบบนี้อยู่เฉพาะรถยนต์รุ่นหรูๆเท่านั้น หลายคนพอ TPMS เสียกลับไม่ยอมซ่อมและหาทางปิดไฟเตือน เสียงเตือนทิ้งด้วยซ้ำ..คงเพราะอะไหล่แท้แพงเหลือเกิน แต่อีกหน่อยน่าจะมีใช้กันเยอะ เพราะมีประโยชน์จริงๆ GPS หลายรุ่นก็เริ่มมีออปชั่น TPMS กันแล้ว ทำให้ไม่ต้องเปลืองพื้นที่ติดตั้งจอแสดงผลแยกต่างหากอีกจอหนึ่ง


ฟังก์ชันของ TPMS จริงๆคือ
  • ลดการเกิดยางระเบิดจากยางรั่ว ยางแตก ยางระเบิดจากอุณหภูมิสูง
  • เตือนยางแตกเมื่อวิ่งทับของที่เจาะเนื้อยางได้
  • ช่วยประหยัดน้ำมันจากการวิ่งยางลมอ่อน
  • เตือนยางซึม

ซึ่งการวัดยางแบบธรรมดา ไม่สามารถบอกได้ ทำไมน่ะเหรอครับ..
  • ตอนรถจอด อุณหภูมิของยางและความดันจะไม่เท่ากับตอนที่วิ่งด้วยความเร็วสูง ดังนั้นตอนจอดวัดไปก็ไม่ถูก และคงไม่มีใครสามารถวัดลมยางตอนรถวิ่งได้
  • ยางรั่วขณะวิ่ง เช่นไปทับตะปู การวัดแบบธรรมดาจะไม่สามารถเตือนได้ จะรู้ตัวอีกทียางก็แบนหรือขาดไปแล้วด้วยซ้ำ ต้องสังเกตรถตัวเองเป็น
  • การที่จะบอกได้ว่าตอนนี้ยางอ่อนแล้ว เราต้องขยันมากๆ พยายามวัดทุกล้อ ใครทำได้ทุกวันก็โครตเก่งแล้วครับ แถมตอนวัดยังทำลมรั่วออกอีกต้องเติมคืน สรุปคือไม่น่าจะมีมนุษย์คนไหนทำได้นั่นเอง

ระบบวัดลมยางนั้นมีหลายแบบ ทั้งแบบที่ประมาณเอาจากความเร็วรอบของยาง (ซึ่งมีความถูกต้องในการวัดต่ำหน่อย) และแบบที่เอาเซ็นเซอร์ไปติดตั้งที่ยางรถยนต์เลยจริงๆนั่นคือ TPMS

แบบที่เราจะพูดกันวันนี้จะเป็นแบบเซ็นเซอร์นะครับ
ซึ่งก็มี 2 แบบ อีกแล้ว คือแบบติดตั้งภายในยาง และแบบที่เป็นจุดอุดลม ขันปิดอยู่นอกยาง
แบบติดตั้งภายในยาง

แบบจุกอุดลม



ระบบเซ็นเซอร์พวกนี้ ทำงานแบบไร้สายครับ ภายในมีแบตตารี่อายุใช้งาน 5 ปี อยู่ การสื่อสารจะทำโดยใช้ความถี่สื่อสารระยะสั้น เช่นความถี่ 433 MHz ทำให้การติดตั้งง่ายมาก ไม่ต้องยุ่งกับการเดินสายสัญญาณ

ตัวที่ผมซื้อมาใช้มีหน้าตาแบบนี้ เป็นยี่ห้อ Royceed  WT110
สาเหตุที่เลือกแบบนี้คือ
1. ดีไซน์ มันหลุดโลกน้อยสุด ขนาดบาง และน่าจะเนียนเข้าไปกับรถได้ง่าย
2. มันเป็นแบบติดตั้งถาวร ใช้ไฟ 12 Volt จากรถ รองรับสัญญาณจากสวิตซ์กุญแจ ดังนั้นมันก็เลยเปิดปิดเอง สะดวกดี แต่ก็ต้องเดินสายไฟให้มัน ซึ่งสามารถไปต่อออกมาจากหลังวิทยุได้เลย ร้านประดับยนต์ ร้านเครื่องเสียงรถน่าจะทำเป็นกันหมด


จริงๆยังมีอีกแบบ ที่ติดตั้งง่ายหน่อย คือ ใช้ไฟจากที่จุดบุหรี่ ซึ่งสะดวกมาก เหมือน GPS เลย หาที่วางเครื่อง แล้วเสียบไฟก็เวิร์คเลย สามารถย้ายไปใช้รถคันอื่นได้ (ต้องเป็นแบบเซ็นเซอร์จุกอุดลมด้วยนะครับ)

บางคนคิดแบบนี้จริงๆ คือคิดว่า อุปกรณ์แบบนี้มันจำเป็นเฉพาะเวลาเดินทางไกล ก็เลยมีชุดนึงประจำบ้าน ใครจะเดินทางไกลก็หยิบเอาไปใช้

แต่ผมว่ามันคล้ายๆ GPS ตอนช่วงแรกๆ คือเป็นของใหม่ ไม่กล้าซื้อ ยืมๆกันไปก่อน นานๆเข้า ก็มีกันคันละชุด เพราะมันสะดวกกว่า และมันก็ไม่ได้แพงมโหฬารอะไร


แกะกล่องมาหน้าตาแบบนี้เลย มีจอแสดงผล เซ็นเซอร์ 4 ตัวระบุตำแหน่งซ้ายขวาหน้าหลังมาเรียบร้อย มีคู่มือ และกาวสำหรับหยอดน็อตยึดเซ็นเซอร์


การติดตั้ง
แบบติดตั้งภายใน ก็ติดตั้งแทนจุกเติมลมอันเดิมไปเลย ติดตั้งเสร็จก็ต้องถ่วงล้อใหม่ เพราะมีน้ำหนักประหลาดเพิ่มเติมมาอีก แนะนำนิดนึงว่า ช่างที่ติดต้องเคยทำมาก่อน หรือไม่ก็ต้องบอกให้เขาระวังเป็นพิเศษ
เพราะตอนที่ขอบยางดีดข้ามขอบล้อ อาจจะไปฟาดโดนเซนเซอร์ ซึ่งก็ถึงกับทำให้แตกได้ โชคดีที่ร้านที่ผมเอาไปทำเขาเคยติดมาก่อน ก็เลยเนียนไป

Note: หลังจากทำมาหลายครั้ง ค้นพบวิธีบอกช่างง่ายๆแล้วว่า อย่าเอาชะแลงไปงัดบริเวณที่มีจุ๊บลม .. จบ
คือเวลาถอดยาง ช่างจะเอาชะแลงงัดไปรอบๆยาง เพื่อให้ขอบยางปีนข้ามขอบกระทะ ก็แค่ให้เค้าเว้นช่วงที่มีจุ๊บลม (ซึ่งมีเซ็นเซอร์อยู่).. จบ

ตัวหน้าจอ ผมก็จัดการติดบนคอนโซลข้างพวงมาลัย ใต้ dashboard
ใครสังเกตจะเห็นว่า เจ้า display สีมันเปลี่ยนไป ผมจัดการเลื่อยขาตั้งออก แล้วพ่นสีดำทับ เพื่อทำให้มันกลืนกับรถที่สุด



ทดสอบกันเลย
หลังจาก ติดตั้งเซนเซอร์ในล้อ ถ่วงล้อ และติดตั้งจอแสดงผลแล้ว เราก็เปิดเครื่องกันเลย

จริงๆตัวเครื่องมีอะไรให้เราเซ็ตได้นิดหน่อย เช่น
- เปลี่ยนหน่วยแรงดันลม PSI / Bar
- เปลี่ยนหน่วยอุณหภูมิ องศา C / องศา F
- มีเมนูให้เราสลับตำแหน่งยาง

แต่เดิมๆมาก็เป็น PSI / องศา C อยู่แล้ว ดังนั้นก็ไม่ต้องเซ็ตอะไร


เปิดเครื่องมา มันจะหาสัญญาณอยู่ซักพัก หน้าจอแสดงแรงดันของล้อทั้ง 4 ในหน่วย PSI
กดปุ่มหนึ่งที ก็เปลี่ยนมาแสดงอุณหภูมิ 4 ล้อ


ทดลองเติมลม ตามที่คู่มือรถแนะนำคือ หน้า 32 หลัง 38 PSI
ผลก็คือจอแสดงผลแสดงออกมาแบบนี้


เซ็นเซอร์ประเภทนี้มีอัตราความถูกต้องอยู่ที่ +/- 0.5 PSI ดังนั้นก็แต่ละล้อก็อาจมีส่วนต่างบ้าง เพราะตอนเราเติมลมเข้าไปก็ไม่ได้แม่นยำอะไรมาก จะเห็นว่าล้อหน้าขวา แรงดันจะสูงกว่าที่ตั้งใจไว้ 1 PSI น่าจะเป็น error ทั้งตอนเติม ตอนวัดขณะเติมและ error ของเซนเซอร์เอง

ถ้าเกิดเหตุที่จะแจ้งเตือน หน้าจอจะเปลี่ยนเป็นสีแดงและมีเสียง beep เตือน
(ขออภัย ไม่ได้ถ่ายรูปไว้)

เงื่อนไขการเตือนก็มีอยู่ ตามนี้
- แรงดันลมอ่อนกว่าค่าที่ตั้งไว้ 25%
- แรงดันลมสูงกว่าที่ตั้งไว้ 40%
- ลมรั่ว (ลมหายไปมากกว่า 3PSI ใน 20 วินาที)
- อุณหภูมิลมในยางเกิน 80 องศาเซลเซียส
- เซนเซอร์แบตตารี่อ่อน
- หาเซนเซอร์ไม่เจอ

หลายคนอาจจะอยากลองเริ่มใช้โดยเลือกเซนเซอร์แบบจุกลม
แบบนี้ง่ายดี แต่ก็โดนขโมยง่ายนะครับ
แถมความถูกต้องของการวัดอุณหภูมิก็มีความผิดพลาดสูง เพราะตัวเซนเซอร์อยู่นอกยาง


ก่อนที่จะติดตั้ง TPMS ชุดนี้ผมเพิ่งเสียยางไป 1 เส้นเพราะลมอ่อน และวิ่งบดอยู่หลายร้อยเมตรจนยางขาด โชคดีที่ไม่วิ่งด้วยความเร็วสูง ระบบแบบนี้นอกจากจะช่วยให้ประหยัดน้ำมัน ช่วยลดอุบัติเหตุจากยางแล้ว ยังอาจจะทำให้คุณไม่ต้องเสียเงินค่ายางที่วิ่งบดแบบผม ผมว่าน่าจะหามาลองดูนะครับ

ปล. ค่าตัวระบบ WT110 ซื้อมาจากเว็บในราคา 4,500 บาท ใครซื้อได้ถูกกว่านี้ ไม่ต้องมาบอกให้เจ็บใจ...555 

วันพุธที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2554

รถยนต์หุ้มพลาสติค ลอยน้ำหรือไม่??

หลังจากโดนถามมาเยอะว่า ชั่วโมงน้ำท่วม ถ้าเอาผ้าคลุมรถมาพลิกคลุมครึ่งล่าง รถจะลอยน้ำหรือไม่
ในนามของความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ ผมก็เลยเขียนบทความนี้ขึ้นมา..55555

มาดูโซลูชั่นกันก่อน
จริงๆแล้ว น้ำท่วมรถ สามารถแก้ได้หลายวิธี

- ง่ายสุด เอารถไปจอดบนตึกจอดรถ
- ทำแพ ยางใน อันนี้เห็นพวกมูลนิธิ ใช้ลากรถที่โดนน้ำท่วมตอนปี 53 เมพมากๆ (Proof แล้วเวิร์คชัวร์)
(ข่าวอ้างอิง)
http://news.impaqmsn.com/articles.aspx?id=371816&ch=lc1


- มีเด็กอาชีวะเลย ทำผ้าถุงคลุมรถ แต่ท้ายที่สุดแล้ว เหมือนจะไม่ได้ทำขาย
(อัพเดตครับ ตอนนี้มีคนทำขายแล้ว รวดเร็วจริงๆ)

ถุงที่ทำขาย หน้าตาแบบนี้ครับ


 ราคาขายอยู่ที่ 3,900 บาท ไปซื้อได้ที่ งานโฮมโปร เมืองทอง หรือ ลองโทรติดต่อไปที่บริษัท ดิจิตอลเซิร์ฟ รามคำแหง 24 โทร 02-7190120


- และมนุษย์โลกก็ใช้ภูมิปัญญาชาวบ้าน สร้างเวอร์ชั่นนี้ขึ้นมา

วิธีการ เอารถเข้าถุง ก็ต้องเอาคน 4 คนช่วยกันดึง
หรือไม่ก็แนวนี้


ตอนนี้มีแนวคิดใหม่เพิ่มเติม แบบนี้ครับ
คือเป็นการเอาพลาสติคที่ใช้พันรอบพัสดุหรือลังสินค้า มาทำให้พันรถกลายเป็นดักแด้ไปเลย



ประเด็นวันนี้ก็คือ ตระกูลถุงทั้งหลายนั้น รถจะลอยหรือไม่ลอย??

ผมจะอธิบายด้วย ฟิสิกส์มอปลายครับ (หรือมอต้นหว่า)

แรงยกของแรงลอยตัว จะเท่ากับ น้ำหนักของน้ำที่วัตถุเข้าไปแทนที่



ความหนาแน่นของน้ำเปล่า คือ 1 กิโลกรัม / ลิตร 
ถ้าเป็นน้ำโคลน ก็ยิ่ง หนาแน่นกว่านั้นอีก

คำนวณง่ายๆ

ถ้ารถหนัก 1 ตัน จะต้องแทนที่น้ำเท่าไหร่ ถึงจะลอย ?

ก็แทนที่น้ำ 1000 กิโล ซึ่ง ทำกับ 1000 ลิตร

แล้วปริมาตร 1000 ลิตรนี่มันแค่ไหนกันนะ

1000 ลิตร ก็ประมาณ 1 ลูกบาศก์เมตร (1 x 1 x 1 เมตร)

ถ้าพยายามทำให้เป็นทรงของรถยนต์ เบๆ เลยก็ กว้าง 1 เมตร ยาว 2 เมตร สูง 50 เซนติเมตร

แต่เราก็รู้ว่า ไม่มีรถยนต์คันไหน กว้าง 1 เมตร ยาว  2 เมตร



Toyota Vios ยาว 4.3 เมตร กว้าง 1.7 เมตร หนัก 1,065 กก. (รุ่นหนักสุด)


คำนวณความสูงน้ำ ก่อนรถจะลอย ก็ 1.065 / (4.3 x 1.7) = 14.5 เซนติเมตร

พูดง่ายก็คือ ถ้าขึงให้ผ้าใบหรือผ้าพลาสติคหย่อนไปติดกับท้องรถ ระดับน้ำสูงจากใต้ท้องรถขึ้นมา 14.5 เซนติเมตร วิออสก็เริ่มลอยแล้วครับ

แต่ถ้าขึงผ้าพลาสติคตึง ไม่ติดท้องรถ  ระยะก็จะเป็น 14.5 เซนติเมตร จากพื้นถนนเลย
คันอื่นๆก็หลักการเดียวกัน
(ตอนแรกๆต้องคำนวณพิสูจน์ ตอนนี้มีคนลองจริงแล้ว ดูวิดีโอข้างล่างได้เลย)


Honda City ยาว 4.4 เมตร กว้าง 1.69 เมตร หนัก 1,150 กก (รุ่นหนักสุด)


คำนวณความสูงได้ 1.15 / (4.4 x 1.69) =  15.4 เซนติเมตร ไม่ได้หนีกันเท่าไหร่


ที่นี้มาดูรถใหญ่กันบ้าง

Honda Accord รุ่นท็อปสุด รุ่น 3.5V6
รถยาว 4.94 กว้าง 1.84 หนัก 1,652 กก


ระยะกินน้ำก่อนลอย = 1.65 / (4.94 x 1.84) = 9.08 เซน เท่านั้น 

รถยิ่งใหญ่ ความหนาแน่นยิ่งต่ำ (ยิ่งโปร่ง)

BMW Series 3 (e90)
ยาว 4.53 เมตร กว้าง 1.98 เมตร หนัก 1,465 กก


อันนี้ = 1.46 / (4.53 x 1.98) = 16.2 เซนติเมตร

สรุป คือจะบอกว่า ก็ลอยกันทั้งนั้นแหละ 
ระยะที่ว่า นี้คือ นับจากใต้ท้องรถนะครับ ไม่ใช่นับจากล้อ

จริงๆแล้วมีประเด็นที่น่าสนใจ เพราะจริงๆแล้ว น้ำหนักรถไม่ได้เฉลี่ยเท่ากันทั้งคัน
ด้านหน้า หนักกว่า เพราะเป็นเครื่องยนต์

ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็น แพยางใน หรือถุงหุ้ม ก็ต้องระวังเรื่องการถ่ายเทน้ำหนักดีๆ
ไม่งั้นรถจะเป็นแบบนี้



อันนี้เป็นภาพจริงจากเหตุการณ์ Tsunami ที่ญี่ปุ่น 
ซึ่งเราจะเห็นว่า รถลอยกันตุ๊บป่องๆ หน้าทิ่มๆกัน
รถพวกนี้ ไม่ได้เคลื่อนที่เพราะโดนน้ำพัดไถลนะครับ แต่ลอยตามกระแสน้ำเลย

ดังนั้น พวกตระกูล ถุงหุ้มทั้งหลาย จงระวังหุ้มด้านหน้าไว้ให้เยอะๆ  เท่าที่ดู ก็มิดกระจกหน้าละครับ
จะให้ดีก็เอาให้รอบคันไปเลย

(Update: ตอนแรกผมนึกว่าหน้ารถจะทิ่ม แต่จากวิดีโอที่ทดลองจริง ปรากฏว่า ก็ลอยตัวเสมอดี แสดงว่าโพรงอากาศในห้องเครื่องก็มีปริมาตรไม่น้อยเช่นกัน เอาเป็นว่าใช้วิจารณญาณละกันครับ)

มีข้อควรระวังอีกอย่างนึง ก็คือ ถุงหุ้ม ถ้าเป็นพลาสติคไม่ได้หนามาก
ถ้าขึงตึงๆ แล้วเอารถวิ่งทับ น้ำหนักรถทับผ้า และขึงจนตึง
เมื่อแรงน้ำพยายามกดขึ้น ผ้าจะโดนรถทับไว้ และจะขาด ถ

วาดภาพง่ายๆ ก็เหมือนเอาผ้าใบ มาขึงตึงๆสี่มุม แล้วเอารถวิ่งทับ
ผ้าใบคงรับน้ำหนักรถได้ยาก

ถ้าจะให้ดี ควรให้ใต้ท้องรถนั้น ผ้ามีพื้นที่ย่นเข้าแนบติดใต้ท้องรถ จะได้ไม่ต้องรับน้ำหนักรถเต็มๆ

แต่ถ้าคิดว่าผ้าใบหนาพอ ก็สบายใจได้
ลองดูสาธิตการห่อ และเดโม่การจุ่มน้ำได้จากวิดีโอ ของ ม.สุรนารี

ผมคิดว่า แนวคิดรถลอยนั้นสำคัญมาก เพราะ ถ้าเคว้งคว้างไปมาก อาจจะไปชนกับของภายในบ้าน ทำให้เกิดรอยบนรถได้
แต่ถ้าจอดในที่สาธารณะ อันตรายสุดๆ นอกจากจะลอยไปตามกระแสน้ำแล้ว
ขโมยยังเหมือนมี Super แม่แรง ที่ทำให้เขาสามารถแทบจะผลักรถโดยใช้นิ้วเดียวได้เลย
เข็นด้านข้าง หมุนรถ สบายมาก 
สัญญาณกันขโมยพวกที่ตรวจสอบความเอียง คงจะดังกันจนป่วน (หรือเปล่า?)




ถ้ารถจะต้องแช่น้ำจริงๆ
1. ถอดแบตตารี่ออก
2. ถอดกล่อง ECU อันแสนแพงออก
3 หุ้มปลายท่อไอเสีย กันน้ำเข้าเครื่อง
4 หุ้มท่ออากาศเข้าเครื่อง (หลังใส้กรองอากาศ)
5 หุ้ม ก้านวัดระดับน้ำมันเครื่อง